http://www.uniontoy.com
  

Home

About Us

Our Group

Our Products

Job Apply

Contact Us

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ05/07/2011
อัพเดท14/05/2020
ผู้เข้าชม1,385,084
เปิดเพจ1,806,832
สินค้าทั้งหมด455

ค้นหาสินค้า


ราคา :

หมวดหมู่ :

ยี่ห้อ :

รุ่น :



ไขพฤติกรรม "นอนกัดฟัน" ของลูกน้อย

ไขพฤติกรรม "นอนกัดฟัน" ของลูกน้อย

ไขพฤติกรรม "นอนกัดฟัน" ของลูกน้อย

1. สภาพจิตใจ ที่เกิดจากการความตึงเครียด ความวิตกกังวล ก็มีส่วนไปกระตุ้นให้เกิดอาการนอนกัดฟันได้
       
       2. สังเกตทางพันธุกรรม ในครอบครัวที่พ่อหรือแม่นอนกัดฟัน มีเด็กมีพี่หรือน้องนอนกัดฟัน ลูกจึงมีโอกาสสูงที่จะนอนกัดฟันได้เหมือนกัน
       
       3. เกิดจากร่างกายของตัวเด็กเอง ที่ สมองและระบบประสาทอัตโนมัติถูกกระตุ้นมากเกินจึงทำให้เกิดพฤติกรรมเช่นนั้นได้
       
       4. ยาบางชนิด เช่น ยาต้านโรคซึมเศร้าบางตัว อาจกระตุ้นการนอนกัดฟัน แต่มักเกิดกับผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมนอนกัดฟันมากกว่าในเด็ก
       
       อย่างไรก็ดี เด็กที่ชอบนอนกัดฟัน อาจพบร่วมกับโรคและพฤติกรรมที่ผิดปกติในขณะนอนหลับอื่นๆได้ด้วย เช่น นอนละเมอพูดหรือละเมอเดิน

ปัสาวะรดที่นอน นอนกรนและโรคทางเดินหายใจอุดกั้นทำให้หยุดหายใจเป็นพักๆขณะหลับ และ โรคสมาธิสั้น ซึ่งสามารถเกิดอาการควบคู่กับการ

นอนกัดฟันในตัวเด็กได้ ผู้ปกครองควรสังเกตุด้วยว่าเด็กมีโรคอื่นๆเกิดร่วมหรือไม่และควรนำลูกไปพบแพทย์เพื่อรักษาโรคนั้นๆด้วย
       
       เด็กที่นอนกัดฟันบางคนอาจบ่นว่าปวดตรงข้อต่อขากรรไกร ร้าวไปที่ในหู หรือปวดๆเมื่อยๆเวลาอ้าปาก เคี้ยวอาหาร บริเวณแก้มหรือขมับ

เพราะกล้ามเนื้อบดเคี้ยวเมื่อยล้าจากพฤติกรรมนอนกัดฟัน หรือบ่นปวดศีรษะบ่อยๆ อาการนี้อาจเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าลูกนอนกัดฟัน
       
       "เด็กที่นอนกัดฟันจนเสียงดังมาก ก็อาจจะทำให้ฟันของลูกเริ่มมีขนาดสั้นลง ก่อให้เกิดอันตรายถึงโครงสร้างของฟันได้ จนสามารถไปทะลุ

ถึงโพรงประสาทฟันเลยก็ได้ ทั้งนี้ โครงสร้างของฟันภายนอกจะประกอบไปด้วย เคลือบฟัน เนื้อฟัน และเส้นประสาทที่อยู่ตรงกลาง เมื่อได้รับการ

สึกกร่อนมากเกิน ผลที่จะได้รับ ก็คือ เกิดอาการเสียวฟัน ฟันบิ่นแตก และฟันร้าว หรือกัดลิ้น กัดแก้ม เกิดเป็นแผลในปากบ่อยๆเป็นต้น เพื่อช่วย

ป้องกันฟันสึกและลดอาการปวดเมื่อยขากรรไกรและปวดศีรษะ อาจจะจำเป็นต้องใส่เฝือกสบฟันในขณะนอน ทั้งยังลดเสียงกัดฟันได้ด้วย" คุณหมอ

อธิบายถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการนอนกัดฟัน

(ภาพล่าง) เครื่องมือเฝือกสบฟันในเด็ก

       พฤติกรรมนอนกัดฟัน ในบางครั้งไม่มีเสียงดังก็ได้ เพราะเป็นแบบกัดฟันแน่นๆ ไม่ใช่กัดแบบฟันถูไปถูมา ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะสังเกตุยากมากเพราะไม่มีเสียงดังให้ได้ยิน ต้องพามาให้ทันตแพทย์ช่วยตรวจหาดูว่ามีฟันที่สึกหรือไม่ หรืออาจสังเกตุจากอาการปวดขากรรไกรหรือปวดศีรษะบ่อยๆแทน
       
       อย่างไรก็ดี คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นผู้สังเกต และควรรีบแก้ไขตอนที่ลูกยังเล็ก โดยคุณพ่อคุณแม่ที่นอนห้องเดียวกับลูก สามารถสังเกตพฤติกรรมของลูกได้ดี เพราะเด็กจะไม่รู้ตัวเองว่าการนอนกัดฟัน แต่สำหรับเด็กที่ต้องนอนคนเดียว แยกห้องนอนกับพ่อแม่ คงเป็นไปได้ยากที่จะสังเกตการณ์พฤติกรรมของลูก ดังนั้น การสังเกต ถือเป็นการวินิจฉัยโรคนี้ได้ดี รวมไปถึงการสังเกตจากฟันที่สึกกร่อนออกไป หรือให้ทันตแพทย์ตรวจสุขภาพปากฟัน ก็สามารถทำให้ทราบว่าเด็กนอนกัดฟันหรือไม่
       
       "เมื่อเห็นลูกนอนกัดฟันบ่อย จนรุนแรงแล้วมีอาการปวดขากรรไกร ปวดศีรษะ ฟันสึก เสียวฟัน ก็ควรมาปรึกษาทันตแพทย์ เพื่อทำการรักษาด้วยเครื่องมือแพทย์ (เฝือกสบฟัน) หากเด็กที่นอนกัดฟัน อย่าง 2 หรือ 3 เดือน นอนกัดฟันซัก 1 ครั้ง ก็คงต้องดูอาการไปก่อน คอยสังเกตดูว่าฟันของลูกมีความสึกกร่อนมากน้อยแค่ไหน คอยถามลูกว่ามีความเจ็บปวดตรงไหนหรือเปล่า หากโตขึ้นอาการยังไม่หาย ก็คงต้องใส่เครื่องมือเฝือกสบฟัน ปกป้องไม่ให้ฟันแท้สึก" คุณหมอกล่าวเสริม
       
       ทั้งนี้ คุณหมอท่านนี้ได้แนะวิธีการนอนที่ถูกสุขลักษณะสำหรับบ้านที่มีลูกชอบนอนกัดฟันไว้ 4 วิธี คือ
       
       - ลักษณะห้องที่นอนต้องเหมาะสม เงียบ สงบ แสงไม่จ้า เพื่อให้ลูกนอนหลับได้ดี
       
       - ไม่ควรกินอาหารมื้อหนัก ก่อนจะนอนภายใน 3 ชั่วโมง แต่อาจจะเปลี่ยนเป็นดื่มนมอุ่นๆ แทน เพื่อให้นอนหลับสบายมากขึ้น
       
       - ไม่ควรออกกำลังกายหนักจนเกินไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เด็กจะชอบวิ่งเล่นก่อนเข้านอน อาจทำให้เด็กนอนไม่หลับได้
       
       - เมื่อถึงเวลานอนก็ควรให้เด็กได้เข้านอนเป็นเวลา ไม่ควรให้มาดูหนัง ดูทีวี หรือว่าจะเล่นเกมคอมพิวเตอร์ สิ่งพวกนี้มันยังทำให้เขายังมีความตื่นเต้นอยู่ได้
       
       ถึงแม้ว่าโรคนอนกัดฟันจะหาวิธีรักษาให้หายค่อนข้างยาก แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยให้ลูกนอนกัดฟันลดลงได้ โดยเริ่มจากการใส่ใจ และคอยสังเกตลูกอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความตึงเครียด และความกังวลให้กับพ่อแม่ได้

 

 

อ้างอิง  http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9540000090076

 

view
view