Cart รายการสินค้า (0)

เพลงกล่อมลูก...สื่อความรัก กระตุ้นพัฒนาการ

โดย: นพ.อุดม เพชรสังหาร

     
                              ไก่เอ๋ยไก่เถื่อน ขันเทือนทั้งบ้าน
                              ลูกสาวขี้คร้าน นอนให้แม่ปลุก
     ฉวยไม้ด้ามขวาน แยงวานดังปลุ๊ก
     นอนให้แม่ปลุก ลูกสาวขี้คร้านเอย
     
ใครที่เป็นคนใต้ น่าจะรู้จักเพลงกล่อมลูกบทนี้ดี


บางคนพอได้ยินเพลงนี้ ภาพความทรงจำในวัยเด็ก ตอนที่แม่ร้องเพลงนี้กล่อมนอนอาจผุด

ขึ้นมาในห้วงความคิดคำนึงด้วยความรู้สึกที่เป็นสุขแต่บางคนก็อาจรู้สึกเฉยๆ

อะไรคือเหตุของความแตกต่างผมไปทำงานที่นครศรีธรรมราช ได้พบปะกับผู้เฒ่าผู้แก่หลายคน

ได้พูดคุยกันถึงเรื่องเพลงกล่อมลูกและประโยชน์ของมัน คนเฒ่าคนแก่ที่ได้พูดคุยด้วย ต่างก็ยืนยันว่าเพลงกล่อมลูกมีประโยชน์

มันช่วยทำให้ลูกหลับได้เร็ว พ่อแม่จะได้มีเวลาไปทำงานอย่างอื่น มันช่วยสอนลูกหลานให้เป็นคนดี มันคือการรักษาประเพณีที่มีมาแต่โบราณ

นี่คือคำอธิบายที่กลั่นมาจากประสบการณ์ของพวกเขา แต่กับพ่อแม่รุ่นหนุ่มสาวหลายคนกลับพบว่าพวกเขาเฉยๆ กับเรื่องนี้

สำหรับพวกเขา จะมีเพลงกล่อมลูกหรือไม่ ไม่สำคัญผมสรุปว่ามันเป็นเรื่องของความบกพร่องในการถ่ายทอดประโยชน์

และคุณค่าของเพลงกล่อมลูกจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ทำให้สิ่งที่มีคุณค่า สิ่งที่มีประโยชน์กำลังจะสูญหายไปจากสังคมไทย

และปัญหาแบบนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับเพลงกล่อมลูกเพียงเรื่องเดียว  นิทานพื้นบ้าน ตำนานท้องถิ่น คำสอนเกี่ยวกับคุณค่าของชีวิตของคนรุ่นก่อนๆ

ก็ตกอยู่ในชะตากรรมแบบเดียวกัน และสิ่งเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าต่อการดำรงอยู่ของชุมชนและสังคมทั้งสิ้น

จะไปตำหนิพ่อแม่รุ่นใหม่ว่าไม่รู้จักของดีก็คงไม่ถูก เพราะคนรุ่นนี้ต้องการคำอธิบายที่มากกว่าคำว่ามันเป็นเรื่องของคนเก่าคนแก่

มันเป็นเรื่องที่ทำกันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย พวกเขาต้องการคำอธิบายที่มีหลักฐานยืนยัน ไม่ใช่แค่เพียงคำเล่าขาน

สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดประกวดเพลงกล่อมลูกเป็นประจำทุกปีมากว่าสองทศวรรษแล้ว

ปีนี้ก็เพิ่งประกาศผลการประกวดไป แต่พ่อแม่รุ่นใหม่ส่วนใหญ่ก็ยังมองไม่เห็นคุณค่าของเพลงกล่อมลูก เหมือนกับที่คนรุ่นเก่ามอง

หากสถาบันฯ ต้องการอะไรที่มากกว่าการได้จัดประกวด เป็นต้นว่าต้องการให้พ่อแม่รุ่นใหม่ใช้เพลงกล่อมลูกเป็นเครื่องมือในการเลี้ยงลูก

ใช้เป็นเครื่องมือในการอบรมกล่อมเกลาลูก สถาบันฯ เห็นทีจะต้องทำงานมากกว่านี้ อาจต้องร่วมมือกับสถาบันอื่นๆ ในการหาหลักฐานที่ชัดเจน

มายืนยันว่าเพลงกล่อมลูกมีประโยชน์อย่างไร ก่อให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นกับเด็กและครอบครัวได้อย่างไร

จริงๆ แล้วความรู้แบบนี้ในต่างประเทศก็ได้มีการค้นคว้าวิจัยกันค่อนข้างเยอะ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยแม็คกิล

ในแคนาดา มหาวิทยาลัยออฮุส ในเดนมาร์ค ถึงกับมีการตั้งศูนย์วิจัยเพื่อทำการศึกษาว่าดนตรี สมอง และความสามารถในด้านต่างๆ ของมนุษย์

ว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร และจะนำมาใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนามนุษย์ได้อย่างไร ทีมนักวิจัยของเขาก็มีทั้งหมอ นักดนตรี นักจิตวิทยา

และอีกหลายๆ สาขาอาชีพมาร่วมกันทำงาน เพราะการศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาคำตอบใหม่ๆ นั้น จำเป็นต้องอาศัยความรู้หลายๆ แขนงประกอบกัน

ความรู้เท่าที่ได้มีการค้นพบแล้วนั้นเขาพบว่าเพลงกล่อมลูกนั้นสร้างคุณประโยชน์ให้กับเด็กได้มากมายเลยทีเดียว

เพลงกล่อมลูก ช่วยกระตุ้นพัฒนาการของการได้ยินให้กับทารกในครรภ์ เพราะเสียงเพลงจากแม่สามารถถ่ายทอดไปยังลูกได้โดยตรง

ตั้งแต่เด็กยังอยู่ในท้องแม่ ความสูงต่ำของทำนองเพลงจะกระตุ้นให้เซลล์สมองที่ทำหน้าที่รับเสียงในแต่ละย่านความถี่มีพัฒนาการที่ดีขึ้น

ทำให้เด็กมีความสามารถในการแยกแยะความสูงต่ำของเสียงได้ นี่คือรากฐานของพัฒนาการด้านภาษา 

ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีเสียงสูงต่ำ จำเป็นต้องใช้ความสามารถแบบนี้มาก ไม่งั้นเราจะแยก “พี่” ออกจาก “ผี” ไม่ได้

เพลงกล่อมลูก ช่วยสื่อความรักจากแม่ไปสู่ลูก ท่วงทำนอง และน้ำเสียงที่อ่อนโยนของเพลงกล่อมลูกคือ

“สาร” ที่จะ “สื่อ” ไปยังลูกว่า พ่อแม่รักลูกแค่ไหน ความรู้สึกว่าตนเองเป็นที่รักของพ่อแม่คือพลังที่จะทำให้เด็กเติบโตทั้งร่างกายและจิตใจ

การค้นพบเซลล์กระจกเงา การค้นพบความเปลี่ยนแปลงของสารเคมีหลายอย่างในสมองของเด็ก คือหลักฐานที่ยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง

เพลงกล่อมลูก ช่วยถ่ายทอดคุณค่าที่ดีงามจากพ่อแม่ไปสู่ลูก เนื้อหาที่เป็นคำสอน ที่แสดงถึงคุณค่าของชีวิตที่ดี หากถูกเรียบเรียง

ด้วยถ้อยคำที่แสดงออกถึงการกระทำ จะกระตุ้นให้เซลล์กระจกเงาในสมองของเด็กทำงาน และนั่นหมายความว่าเด็กจะซึมซับและนำเอา

บทเรียนนี้ไปปฏิบัติเมื่อถึงเวลา   ความรู้ที่มีการค้นพบใหม่เหล่านี้ล้วนยืนยันความสำคัญและคุณค่าของเพลงกล่อมลูก แต่เราก็ยังไม่ได้นำความรู้เหล่านี้

มาใช้ประโยชน์เท่าที่ควร จึงไม่แปลกที่คนรุ่นใหม่ซึ่งต้องการคำอธิบายที่มากกว่าจะมองข้ามความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ไป

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครควรจะทำหน้าที่นี้ แต่สำหรับตัวเองก็ขอทำเท่าที่ตนเองจะสามารถทำได้ คือการเล่าให้ฟัง เผื่อว่าจะมีใครที่เกี่ยวข้องเกิดความกระจ่าง

ขึ้นแล้วนำไปขยายผลต่อ สังคมของเราจะได้รู้จักใช้เครื่องมือดีๆ ที่มีอยู่แล้ว พัฒนาลูกหลานของเรา แถมยังได้รักษาสิ่งที่เรียกว่าภูมิปัญญาของเราเอาไว้อีกด้วย


ที่มา :  โดย  MOMYPECIA www.cheesytoy.com
 

view